nea nang 01

Page 1

สตรีสาวผู้เป็นจุดเด่นในที่นั้นสวมเสื้อสีไข่นกการเวก คอแหลม

ลึก ป้ายข้าง แขนยาว กระโปรงขาวสั้นแค่เข่า ยามไขว่ห้างขาแนบ

สนิท แลเห็นแต่ส่วนเรียวกลมกลึงในถุงเท้าใยบัวสีเนื้อ ผมสั้นทรงดอก

กระทุ่มเสยตั้งเปิดหน้าผาก แลเห็นหน่วยตาสีลึกดั่งดวงไพลินสองดวง

ที่ประจงวางอย่างระแวดระวังใต้เรียวคิ้วใหญ่หนา

หล่อนมิได้แต่งตัวเฉิดฉายเกินควร แต่ที่ท่าและแววนัยน์ตากริ่ม

พริ้มพรายดุจหญิงเจ้าชู้นั่นเอง…ที่ชวนให้คนที่เดินเข้ามาในร้านอาหาร

กลางวันเลื่องชื่อ มีผู้คนนิยมคับคั่ง อดปรายตามองหล่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

มิได้

คนร่วมโต๊ะมีสองคนรวมทั้งหล่อนด้วยเป็นสาม ผู้ชายคนเดียวในที่นั้นไม่มีบุคลิกบ่งบอกว่าเป็นคู่ควงของหล่อน ส่วนผู้หญิงอีกหนึ่งคนยังเป็น

สาววัยต้น ท่าทางสงบเสงี่ยมสำรวม

“อาหารที่นี่อร่อยมากจริงๆเลยนะ

หล่อนเอ่ยขึ้นขณะตัก

กระเพาะปลาเข้าปาก ส่วนนัยน์ตา..มิว่างเว้นที่จะปรายแวบๆ ไปสนใจ

Page 2

ประตูกระจกที่มีคนเปิดเข้ามาไม่ขาดสาย

เกือบจะเต็มอยู่รอมร่อ “เปาะเปียะของคุณล่ะเป็นไงสุบรรณ

จนห้องสีเหลี่ยมขนาดกลาง

สุบรรณก้มศีรษะนิดหนึ่ง

“ดีครับ”

*แล้วก๋วยเตี๋ยวผัดไทยของสาวสวยหน้าใสล่ะจ๊ะ”

หล่อนถาม

ทั่วถึง “กัณหา”

“อร่อยค่ะ

* แก้มเธอน่าหยิกจังนะ” พลับพลาล้อ ขณะมองดูแก้มเต่งของอีก

ฝ่าย “หรือไงสุบรรณ”

ทั้งสุบรรณและกัณหาทำหน้าเก้อพร้อมกัน

ประตูเปิดออกอีกหน ชายหนุ่มและสาวร่างสูงเดินตามกันเข้ามา

นั่งที่โต๊ะเยื้องๆ กับพลับพลา หญิงสาวเกิดความรู้สึกขึ้นทันใดว่าเขามี

อะไร บางอย่างในเนื้อตัวสะดุดตาหล่อน ดังนั้นหล่อนจึงชะลอสายตา

กะให้พบตาเขาพอดี

นั่นไง..ดราวกับว่าเหล็กชิ้นนั้นเจอแม่เหล็กแท่งใหญ่กระนั้นแหละ

เขาจึงมองหล่อนนิ่งๆ อึดใจเต็ม แล้วจึงหันไปรับเมนูจากคนเสิร์ฟพลาง

Page 3

ก้มลงอ่าน แล้วเงยหน้าขึ้นพูดจากับผู้หญิงที่มาด้วย แต่ก็ไม่วายใช่แล้..

ไม่วายจะเหลือบมามองหล่อนอีก สายตาบ่งบอกความสนใจปิดไม่มิด

พลับพลาเป็นผู้หญิงที่มีความภูมิใจและมั่นใจในตนเองอย่างสูง ไม่

ว่าจะด้วยความงาม ความรู้ ฐานะของครอบครัว รวมทั้งสมรรถภาพโดด

เด่นในการงานซึ่งนายจ้างอเมริกันยอมรับจนถึงกับเลือกหล่อนเป็น

ตัวแทนธนาคารของเขาที่อยู่ในสหรัฐฯ มาประจำทำงานในไทย เนื่องจาก

มีความเชื่อมั่นมากมายในตนเอง หล่อนจึงกลายเป็นหญิงสาวที่หลงใหล

กับทุกๆ สิ่งที่ตนเองมีและเป็น.เว้นสิ่งเดียว

วันนี้เป็นวันแรกที่หล่อนเริ่มงานในสำนักงานส่วนตัวบนอาคารชั้น

สามใกล้ๆ นี้ หลังจากเลือกเฟ้นผู้ร่วมงานสามคนก่อนหน้านี้หนึ่งสัปดาห์

ได้สุบรรณเป็นผู้ช่วย กัณหาเป็นเลขานุการและเด็กหนุ่มอีกคนชื่อเติมผู้

เป็นลูกชายคนสวนที่บ้านเป็นนักการ

“หวังว่าเราจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกันตลอดไปนะจ๊ะ คุณทั้งสองมี

อะไรขัดข้องไม่สบาย หรือว่านายเบ่งเกินไปก็ช่วยบอกด้วย” พลับพลาพูด

ติดตลก “ไอ้ฉันมันก็เป็นโรคขี้เบ่งอยู่หน่อยๆ เหมือนกัน แต่ไงๆ ก็คงไม่

เบ่งกับลูกน้องแน่ ถ้าเบ่ง…ก็คงไม่พามากินอะไรเชื่อมสัมพันธไมตรีหรอก

จริงไหมจ๊ะ”

สุบรรณหัวเราะ….นายจ้างสาวสวยของเขาจึงทักว่า

Page 4

“คุณนี่ฟันงามนะ อ้าว…อย่าเหนียมซี ผู้ชายนี่เค้าเหนียมกันเหรอ”

“ไม่เหนียมหรอกครับ แต่กระดากเหมือนกัน”

“สุบรรณหน้าแดงเลย เห็นมั้ยกัณหา”

กัณหาอมยิ้ม หล่อนรู้สึกสนุกที่นายจ้างมีชีวิตชีวา สัพยอกหยอก

เอินเป็นกันเอง

แต่หล่อนก็เชื่อว่าพลับพลาคง “เบ่ง ไม่ใช่เล่นเหมือนกัน ก็ทีท่า

นัยน์ตาที่แลเห็นตรงหน้านี่แหละ บอกโจ่งแจ้งเสียเหลือเกินว่า ใครอย่า

แหยมเข้ามานะ

สุบรรณกับกัณหาได้รับคัดเลือกเป็นสองในจำนวนสามสิบคนที่ยื่น

ใบสมัครก่อนเดินทางกลับจากอเมริกาเมื่อเดือนที่แล้ว คุณวิกรมและคุณ

พรรณอรเป็นธุระจัดหาห้องเช่าทำสำนักงานที่มีอุปกรณ์ใช้สอยทาง

สื่อสารครบถ้วน เครื่องโทรพิมพ์จำเป็นอันดับหนึ่ง

เพราะงานของ

พลับพลาเป็นงานติดต่อกับต่างประเทศโดยตรง ต่อจากนั้นจึงประกาศรับ

สมัครผู้มีคุณวุฒิสองอย่าง คนแรกทำหน้าที่ผู้ช่วย….จบมหาวิทยาลัยทาง

บัญชีหรือเศรษฐศาสตร์ มีประสบการณ์การทำงานในแผนกการเงินของ

ธนาคารต่างประเทศที่มีสาขาในไทยมาแล้ว ภาษาอังกฤษของเขาจะต้อง

ใช้ได้ดีมาก คนแรกนี้พลับพลาต้องการเพศชาย

Page 5

ส่วนเลขานุการประจำตัวหล่อนนั้น ไม่กะเกณฑ์มาก แค่จบพณิชย

การและภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์พอใช้

หล่อนบินกลับมาสัมภาษณ์ด้วยตนเอง คัดได้สุบรรณกับกัณหา ผู้มี

คุณสมบัติและคุณภาพถูกใจ

*เดี๋ยวกัณหาขึ้นออฟฟิศไปก่อนเลยนะจ๊ะ

ฉันจะพาสุบรรณไป

ปรากฏโฉม…ให้ลูกค้าของเราได้รู้จักไว้ เผื่อใครสักคนเกิดจะทาบทามไป

ประกวดชายงามโลกกะเขามั่ง” ว่าแล้วหล่อนก็มองดูจานเปล่าตรงหน้า

คนทั้งสอง “สุบรรณ กัณหาสั่งอะไรอีกซี ไม่ต้องเกรงใจ จะกินจนท้องแตก

ก็ได้ ตั้งค์ฉันยังมี”

“อิ่มแล้วค่ะ” เลขานุการสาวตอบยิ้มๆ

” งั้นก็กินกาแฟกับขนม เอาขนมอะไร ลองเดินไปเลือกแล้วสั่ง

ตามใจนะจ๊ะ”

กัณหาจึงลุกขึ้น สักครู่ก็กลับมา ขณะที่สุบรรณสั่งเนื้อตุ๋น

“ทานมากๆ นะ…กล้ามเกลิ้มจะได้ตึง” หล่อนว่าพลางเอื้อมไปบีบ

แขนเขา “ตายแล้ว..สุบรรณกล้ามเหลวเป๋วเชียว”

ผู้ช่วยของหล่อนหน้าแดง แดงจริงๆ สะดุ้งสามตลบสิบตลบที่เดียว

สุบรรณไม่ใช่ขี้อายอะไรนักหนา…แต่ก็ไม่ใช่คนโลดโผน ข้อสำคัญก็คือยัง

Page 6

ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนกล้าหยอกเอินเขาถึงเนื้อถึงตัวเหมือนนายจ้างสาว

คนนี้เลย

แต่ท่าทางพลับพลาก็มิได้มีความหมายอย่างใด เฮ้อ…หล่อนคงชิน

กับฝรั่งมามากต่อมากนั่นเอง” สุบรรณคิดพลางภาวนาขออย่าให้หล่อน

อุตริไปบีบกล้ามเนื้อส่วนไหนของเพศชายคนใดอีกเป็นอันขาด ขนาดเขา

เป็นลูกน้องหล่อนแท้ๆ ก็ยังใจเต้นตูมตามโครมๆ ราวกับคลื่นใหญ่ที่กำลัง

ถาโถมเข้ากระแทุกหาดทรายชายทะเลนั้นเที่ยว

กัณหาเองก็ยิ้มแหย แต่ครู่ต่อมาก็พยายามเข้าใจ

ท่าทางนายจ้างเป็น ฝรั่งมังค่า เหลือเกิน มีอาการไม่แคร์สายตา

ใคร ยามเดินก็ผึ่งผาย ฉับๆ ไปข้างหน้า ไม่มีลักษณะกระต้วมกระเตี้ยม

หรือกลัวคนนี้เกรงคนนั้น

กังวลต่อสู้มเสียงของสังคมร้อยแปดพันเรื่อง

อย่างหญิงไทยแท้ๆ หลายคน จะว่าดีก็ดีหรอก กัณหานึกในใจ แต่ก็อาจดี

สำหรับคนที่มีลักษณะอย่างพลับพลาเท่านั้น

ไม่ใช่ดีสำหรับหญิงสาว

ทั่วไป

อิ่มอาหารแล้ว พลับพลาลุกขึ้น เดินนำระเหิดระหงไปทั้งอินทรีย์

หนหนึ่งหล่อนตวัดปลายตาไปทางชายหนุ่มคนนั้น แล้วเดินคางเชิด เปิด

ประตูกระจกออกไป ท่ามกลางดวงตาหลายคู่ที่มองตามอย่างที่ง

Page 7

ความเรียบของสุบรรณและกัณหาผู้เดินตามต้อยๆ ยิ่งช่วยเชิดให้

หล่อนดูผึ่งผายเป็นผู้นำยิ่งขึ้น

ผู้หญิงที่มากับชายหนุ่มคนนั้นเหลียวตาม

“ใครก็ไม่รู้นะคะ”

“ท่าทางดูใหม่ๆ แปลกๆ…โก้จังเลย”

ชายหนุ่มพยักหน้านิดหนึ่ง แต่ไม่ตอบ

คุณวิกรมดูนาฬิกาอย่างกระวนกระวาย พลางหันไปบ่นกับภรรยา

“ลูกพลับยังไม่มาอีก ไม่รู้จะดีกไปถึงไหน”

“โถ…คุณ..ก็เขาคงมีสังคมมาก ต้องติดต่อคนนี้ประสานงานกับ

คนโน้น เถอะน่า ไงๆ เขาก็บอกไว้แล้วละว่า เขาต้องดึก..อย่ามารอเขา”

คุณพรรณอรทำเสียงรำคาญ “คุณก็ขึ้นจะรอ”

” ตั้งแต่กลับบ้าน กินข้าวกับพ่อแม่กี่มื้อกันเชียว” ฝ่ายบิดายังคง

พีมพำ “กับแม่เรียงเอง.ก็พูดกันสักกี่คำล่ะ”

คราวนี้อีกฝ่ายหนึ่งนิ่งอึดใจจึงว่า

“ขานั้นเขาก็…ดน้อยอกน้อยใจไงก็ไม่รู้”

12 | กฤษณา อโศกสิน

Page 8

“ซื้อ” เป็นเสียงครางในลำคอ แสดงความไม่สบอารมณ์ “น้อยเน้ย

อะไรกัน ทำเป็นเด็กแปดขวบไปได้ แก่จะเข้าโลงอยู่แล้ว”

” มันก็…เอ้อ…พูดยากนะคะ”

คนทั้งสองนั่งสนทนากันพลางดูโทรทัศน์ไปพลางตามลำพังภายใน

ห้องนอนอันใหญ่กว้างซึ่งรวมเอาอุปกรณ์ความสะดวกสบายเข้าไว้พร้อม

ได้แก่ตู้เย็นเล็กๆ ตั่งสำหรับวางของจิปาถะ บางทีก็ถึงกับสั่งอาหารเข้ามา

กินที่นี่ หากไม่อยากออกมายังนอกชานที่มีโต๊ะอาหารแบบญี่ปุ่นที่ต้องนั่ง

กับพื้น แล้วหย่อนเท้าไว้ในช่องสี่เหลี่ยมเจาะลึกลงไปใต้โต๊ะ

26)

* เมื่อเด็กก็อย่าง พอโตแล้วก็อีกอย่าง คนเรา…พอเขามีความคิด

ความอ่านเป็นของตัวเอง มีความสามารถรอบรู้ขนาดนั้น เราอย่าไปหวัง

อะไรให้มาก…

“ถ้างั้นคุณก็บอกเขาเองซีคะ เผื่อเขาจะเชื่อคุณมั่ง” คุณพรรณอร

อดตวัดหางตานิดๆ ไม่ได้ “แต่จะว่าไปแล้ว ฉันก็เห็นใจเขาเหมือนกัน

แหละ เด็กมันไม่ค่อยจะอินังขังขอบกะแม่เท่าไหร่”

ะงู้ส

“ก็เธอผูกขาดออกยังงี้นี่นา”

“ลูกพลับพลามันปลื้มฉันต่างหากค่ะ ไม่ใช่ฉันผูกขาดหรอก ฉัน

บอกเรียงเขาเสมอแหละว่า ฉันไม่ได้ผูกขาดลูกเธอนะ แต่ปากเขาก็ว่าไม่

เนือนาง 13

Page 9

เป็นไร ดีเสียอีกซีที่ลูกเขามีแม่โก้ๆ” เธอหัวเราะ “ไม่รู้ว่าประชดหรือ

เปล่า

คุณวิกรมแอบระบายลมหายใจเบาๆ ทรวงอกหนักขึ้นหน่อยหนึ่ง

เป็นอีกหน่อยของอีกหน่อยซึ่งทับถมอยู่นานพอดู

แก้ไขอะไรได้ และนั่นเอง ทำให้เขาหงุดหงิดขึ้นมาทุกคราวที่เอ่ยถึง

หากก็ยังไม่สามารถ

“นี่เธอจะคุ้ยเขี่ยเรื่องนี้ขึ้นมาหาอะไรกัน ฉันเอาเรื่องแค่ที่ว่ามัน

กลับดึก…ดึกเป็นนิจศีลแบบนี้

มันก็ไม่ไหวไม่ได้หาทางจะสาวไส้

ประวัติศาสตร์ประจำตระกูล”

เมื่อสามีเสียงเขียวขนาดนี้ เป็นอันรู้กันว่าต้องนิ่ง ขื้นต่อความไมรู้

เพราะคราวนี้เขาจะเกรี้ยวกราด

จบ..เธอเองแหละที่จะเป็นฝ่ายกลุ้ม

ใหญ่โต พาลเตลิดเปิดเปิงอีกหลายเรื่อง

พอดีเสียงแตรดังแว่วจากข้างนอก คุณพรรณอรเลยถือโอกาสลุก

ขึ้น เปิดประตูห้องออกมานั่งอยู่บนยกพื้นตรงชานเรือนกว้าง

เด็กรับใช้กำลังเปิดประตูใหญ่ และพลับพลาพารถเข้าจอดในโรง

อึดใจเดียวร่างระหงกะทัดรัดก็โผล่ขึ้นจากบันได

“คุณแม่ยังไม่นอนอีกหรือคะ” หล่อนถามเป็นพิธีพลางทรุดตัวลง

นั่งข้างๆ กอดแขนไว้ พลางจูบแก้มเธอดังฟอด พร้อมพึมพำ ฮ้อมหอม..

เนื้อคุณแม่หอมจังเลย”

14 | กฤษณา อโศกสิน

Page 10

*หอมแป้งน่ะจ๊ะ ลองไม่มีแป้งซี แก่ขนาดนี้ เนื้อเหม็นแล้ว”

*เอ…งั้นหรือคะ คนแก่แล้วนี่ เนื้อเหม็นหรือคะ” หล่อนเอียงคอ

เนื้อเหมี

ถาม ไม่มีทีท่าของสตรีนักธุรกิจชั้นหัวหน้าเหลืออยู่

“มันก็มีกลิ่นสาบๆ สางๆ ไงจ๊ะ ไม่หอมเหมือนเนื้อเด็กๆ หรอก หนู

ไม่ลองดมเนื้อเด็กอ่อนๆ ดูนี่ลูก หอมจะตาย หอมนวลๆ อยู่ในเนื้อในตัว

นั่นแหละ” เธอบอก “ปากก็หอม”

“แหม….ปากลูกก็หอมนะคะคุณแม่ หอมเหมือนขนมปังหน้าแว่น

ไงคะ คุณแม่จำไม่ได้เหรอ ที่คุณแม่เคยบอกไงคะ” หล่อนฉอเลาะ

ร่างหนึ่งโผล่จากประตูห้องอีกส่วนซึ่งอยู่ลึกเข้าไป

ร่างตะคุ่มๆ

ครั้นเห็น “แม่ลูก กำลังออดอ้อนอ้อยส้อยกันอยู่เช่นนั้นก็ทำท่าจะหัน

กลับ แต่คุณพรรณอรเหลือบเห็นก่อน จึงเรียก

*แม่เรียง ออกมานี่ซี มาตีลูกสาวหน่อย กลับดึกนัก”

สีหน้าแช่มชื่นของพลับพลาพลันสลดวูบ

กลางคนในผ้าถุงริ้วขวาง สวมเสื้อแขนสั้นเนื้อเบาบาง ผมขาวประปราย

เมื่อหันไปทางหญิง

รวบไว้เป็นมวย ผู้เดินเงียบๆ มาหย่อนตัวลง ไกลออกไปสักวากว่าๆ ไม่ได้

เข้ามาแข่งแนบชิดกับหล่อนดังเช่นคุณพรรณอร

” แม่เรียงอย่ามาทำใส่ใจกับเรื่องไปเรื่องมาของหนูเลยนะ”

เนื้อนาง 15

Page 11

หล่อนบอกด้วยสุ้มเสียงซึ่งแม้จะไม่ห้วนทีเดียว แต่ก็แข็งขึงด้วย

ลักษณะคำสั่ง “หนูโตแล้ว อายุตั้งยี่สิบเก้าจะสามสิบอยู่แล้ว เป็นหัวหน้า

คน ถึงเคยเป็นลูกน้อง ก็ลูกน้องฝรั่ง หนูไม่ชินกับการที่จะมีใครมา

สอดส่องความประพฤติ”

*ไม่หรอก” นางเรียงตอบเบาๆ พร้อมกับรีบสั่นหน้า “แม่เรียงไม่

เคยคิดจะสอดส่องอะไร เพียงแต่เป็นห่วง กลับดึกๆ.มัน..เอ้อ…รถรา

ไว้ใจไม่ได้…

“หนูขับรถเก่งนะคะ แชมป์ขับรถเลยเชียว ผู้ชายก็ยังต้องยกนิ้ว

ให้” สีหน้าหล่อนปลื้มตัวเองแม้ในเรื่องเล็กน้อย “สมมติว่าถ้าแม่เรียงเกิด

กลัวคน ไม่ได้กลัวเรื่องรถ.หนูก็…ตอบได้อีกแหละว่าอย่ากลั…หนูเอง

หนูยังไม่เคยกลัวเลย ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย”

“เมื่อกี้คุณพ่อก็บ่นอยู่แน่ะ”

บ่นก็ไม่เห็นออกมาบ่นต่อนี่ ดีแต่ลับหลังอยู่ยังงั้นแหละน่ารำคาญ”

คุณพรรณอรว่าพลางก็นึกข แต่คน

พลับพลาเลยถือโอกาสลุกขึ้นปร่อเข้าไปในห้องบิดา เข้าไปจับที่

แก้มเขาเบาๆ

“มาแล้วค่ะ จะว่ากระไรมิทราบ

คุณวิกรมหัวเราะแป้น ท่าทางหงุดหงิดเมื่อสักครู่หายวับไปเหมือน

ฝัน เขามักเป็นอย่างนี้เสมอ ทำท่าเอะอะโวยวายเอากับทุกคน…ยกเว้นลูก

16 | กฤษณา อโศกสิน

Page 12

พอเจอหน้าพลับพลาเมื่อไหร่

เขาก็จะทำเหมือนหล่อนเป็นลูกที่ต้อง

เคารพทุกที่ไป

ส่ส

นี่กี่ทุ่ม” เขาถามล้อๆ

*แหม…ก็เพิ่งสี่ทุ่มครึ่งเอง ยังไม่ห้าทุ่มซักหน่อย”

“ลูกค้าแยะหรือหนู” เขาถามโดยชื่อ

แต่บังเอิญเป็นถ้อยคำที่กำกวมสำหรับคนมีอิสระเหลือเฟืออย่าง

พลับพลา หล่อนก็เลยลุกขึ้นยืน พลางพูดเสียงงอนๆ

“แหม…คุณพ่อน่ะ ประชดลูกเรื่อยเลย ไปดีกว่า” ว่าแล้วหล่อนก็

สะบัดตัวนิดๆ เดินไปจับลูกบิดประตู พลางหันมา “เบื่อเมืองไทยเสีย

เหลือเกินก็เรื่องนี้แหละ

แต่…เฮอ…อย่าหวังเลยว่าลูกจะคล้อยตาม

ขอบเขตบ้าๆ นี่”

เนื้อนาง 17

我想聊聊无痛学泰语

今天是2019年7月31日,我发现,四年前的今天,发过这样一条IG:

天啊!我作为一个朝三暮四做什么都没长性的人,居然,已经四年了,简直把自己感动到了,不如就写点什么留个纪念吧。

今天,看着这条IG,我想说:OMG,i did it….原来,泰语一点都不难。

但是等等,我是怎么学的,明明我每天都活在“唉,今天又没学泰语”的自责中啊,最后怎么就进步了呢?唯一的答案,只能是那句 “最好的学习,是无意识的学习”。不知道谁说的“在人类的学习活动中,不要依赖人为记忆的学习方法,这一学习方法对人的进步是有害的。朝向无意识领域的教育和学习,对人的进步才是有效的。”

下面说说,我是如何不知不觉学泰语的。(以下内容纯属个人观点)

1.兴趣和目标

兴趣是压倒一切的基础,强烈的兴趣能让人的智商翻倍,激活无限潜能。
目标是学习的动力,一定要明确目标,它决定了你的学习方向。我目标是:听懂看懂我想看的东西,日常交流。 以下仅针对我自己的目标来交流。

2.不学任何会浇灭自己热情的东西

“泰语好像好难啊” 这几乎是所有初学者的想法,包括我,我甚至在萌生自学的念头之后,去搜了一遍字母表,立马就放弃了,我擦,怎么全都长得一样,我不可能学会这种东西。后来实在是因为我想看的东西没有翻译,无奈之下才再次决定学学试试吧。

所以初学者最怕的,就是被打败积极性,产生“完了 我学不会” 的念头。所以我要着重说,《基础泰语1》这本书是魔鬼,超级反人类,它绝对能实力劝退90%的人 (尤其是自学的),我当时是跟风买的,实际并没有用它学。全书有用的东西可能不超过2页吧。你想想,70多个字母,毫无前言后语,整本书就是让你一个一个的学字母,还有那些发音规则,几句话能明白的事,给你总结了好几十行,还没学就先吓死了。。。全书枯燥无比,能学下去这本书的人,你们都是神仙,受我一拜!

包括市面上所有的教材都是,没有多少实用的,即使是标榜什么 XX口语教程,噢,拜托,您那个口语生活中有人用吗??谢谢。(此处采用夸张修辞方式,杠精绕行)

结合目标,我只看我感兴趣的内容。看喜欢的东西,才能觉得幸福,才不会痛苦。所以虽然我几乎买了市面上常见的全部教材,但只是想作为理论参考翻翻讲解(然而目前为止并没翻过),但我每天都在刷IG,举个例子:


就像这样,看着玩, 遇到不认识的字会查会问,我从未觉得我在学习,只会觉得我在娱乐我在狗明星啊。 而且我不会特意去背,因为兴趣大的东西,能过目不忘,那些忘记了的,就随缘吧,如果是常用词,总会再见到,多见几次也就记住了,至于总也见不到的,忘了也没太大损失,学习是为了交流,800年不用的词,学来干嘛。

我的单词大概就是这样积累的,有趣好记,因为它有情景,而且IG上都是最日常的句子,比较接地气,这样我学习的才是最前沿最生活的东西,而不是教材上那些过时的玩意儿。(在此重申,目标决定学习方向和方法,其他以商务往来/专业/正式场合等为目标的,建议另寻学习素材)

3.听力和口语

最好的材料是看泰剧看IG。教材上的录音,语调异常生硬无感情色彩,就像新闻联播,发音标准是标准,但试想生活中谁会那样说话,泰剧才是练听说最好的教材,有喜欢的内容可以跟读模仿,或者看youtube上泰国人的教学短片,免费又地道。

4.关于字母和发音规则

有些观点认为,会说就行,发音就不系统学了。理由是,我们学母语时,不也是直接就学的说话吗.话是没错,但就我所见,那些直接模仿说的人,没有一个是发音准的,不是普通不准,而是超级不准。为什么母语可以直接学说,因为有环境啊,但哪个孩子是直接就发音标准的,不都是听说多了,自然纠正过来的吗。而我们,有人给你纠正所有的词吗?有那么多人,就算已经学完发音规则,发音还照样一塌糊涂呢,可想而知。。。(注:天赋特例不在讨论范围)

发音规则一定要学。倒不求说得多好,最起码得让对方听的不痛苦不费劲吧?

问题来了,句子和单词可以看剧看IG,但这块应该怎么无痛学习?

推荐使用《玛尼和她的朋友们》或同类泰国小学生课本。因为它不会一个一个单独教你字母。而是每课把几个字母,放在短小精悍的句子里。它的字母并不是按字母表顺序出现的,像是按使用频率,先出现的都是最最最常见的字母。学到大概16、7课的时候,常见字母基本已经刷完了。后面我就没学,因为我已经有拼读能力了,之后的在日常中累积就好,看到陌生的现查也不迟。

P.S. 要非想巩固字母,安卓和苹果上都有一大堆专门学字母的App。上面有每个字母的标准发音,等车等人时用零碎时间没事看看。

总结:

这个方法,进度可能非常慢,但我一不用它考试,二不用它谋生,急来干嘛呢?

3.不背单词

2.目标